มั่นคง munkonggadget

รีวิว : หูฟัง True Wireless Jabees Firefly

 

 

สวัสดีครับทุกท่าน กลับมาพบกันอีกแล้วนะครับกับ "เปา พารากอน" ที่คราวนี้มาพร้อมกับการรีวิวหูฟังประเภท True Wireless กันบ้างครับ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าชั่วโมงนี้หูฟังไร้สายเป็นหูฟังที่มาแรงที่สุดแล้ว ซึ่งลูกค้าหลายท่านต่างให้ความสนใจ แวะเข้ามาสอบถามที่หน้าร้าน และ หลังไมค์เป็นจำนวนมากครับ เนื่องจากหูฟังประเภทนี้นั้นให้ความสะดวกสบายในการใช้งานที่มากกว่าหูฟังประเภท Bluetooth ทั่วไป เพราะว่าการนำตัวสายออกไปนั้นทำให้เราไม่ต้องมีสายมาคอยพาดคอให้รู้สึกเกะกะ และ อึดอัดในขณะที่เราใช้งานครับ โดยหูฟังที่ผมจะนำมาเขียนให้กับทุกท่านได้อ่านกันก็นับว่าเป็นอีกรุ่นนึงที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้อย่าง "JABEES" รุ่น "FIREFLY" ครับ สำหรับในรุ่นนี้จะมีราคาค่าตัวอยู่ที่ "2,490 บาท" เท่านั้น นับว่ามีราคาค่างวดที่ไม่แพงเลยใช่ไหมล่ะครับผม โดยในรุ่นนี้จะมีให้เลือกซื้อด้วยกันทั้งหมด "2 สี" ได้แก่ Black และ Clear ครับผม แต่ก่อนที่เราจะไปถึงรีวิวของตัวสินค้านั้น ผมขอแนะนำให้ทุกท่านได้ทำความรู้จักความเป็นมาของทางแบรนด์ Jabees กันสักหน่อยก่อนครับ 


Jabees นั้นเป็นเครื่องหมายการค้าภายใต้ "บริษัท ฟรีเท็คอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด" หรือ "FreeTek International Co.,Ltd." ครับ โดยทางบริษัทนั้นเริ่มก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ในปี 2004 และ มีสำนักงานแห่งแรกตั้งอยู่ที่ Hong Kong ซึ่งทาง FreeTek International นั้นมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับระบบไร้สายประเภท Bluetooth อย่างเอาจริงเอาจัง จนกระทั่งในปี 2011 จึงได้ถือกำเนิดแบรนด์ "Jabees" ขึ้นมาโดยใช้เวลาในการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญแขนงต่าง ๆ ให้เข้ามาร่วมงานกับทาง Jabees อยู่ 1 ปีเต็ม จนในปีถัดมาก็คือปี 2012 นั้นได้ก่อตั้งฐานการผลิตขึ้นที่ Fuyong Shenzhen ประเทศจีน และ นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แบรนด์อย่าง Jabees นั้นมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนกว่า 40 ประเทศทั่วโลกเลยทีเดียวครับ และ ในส่วนของชื่อ Jabees นั้นทางแบรนด์ได้ให้คำอธิบายที่มาของชื่อ Jabees เอาไว้ดังนี้ครับ 


 



 

"J for Joy, because joy is what our products bring to customers. Bees for the stakeholders, associates and customers, all working together to fulfill a promise, and a dream: To deliver the very best personal listening devices on the planet."   

 

นับว่าทาง Jabees นั้นมีความรัก และ ความเอาใจใส่ให้กับกลุ่มลูกค้าของทางแบนรด์เป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียวครับ จะเห็นได้จากตัวผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพกับการที่มีทีมงาน Live Chat คอยตอบคำถามพร้อมทั้งแก้ปัญหาให้กับลูกค้าผ่านหน้าเว็ปไซต์แบบเรียลไทม์อีกด้วยครับผม  

 


ในลำดับถัดจากนี้ไปก็ขอเชิญทุกท่านไปพบกับผลิตภัณฑ์จากทาง Jabees ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ได้เลยครับ

 



เริ่มต้นรีวิวนี้ผมขอแนะนำสเปคอย่างเป็นทางการ และ อุปกรณ์ที่แถมมากับเจ้า Firefly ให้กับทุกท่านได้ดูกันก่อนเลยก็แล้วกันครับ โดยรายละเอียดต่าง ๆ นั้นก็จะมีดังนี้เลยครับ

 

 

::: Specifications:::

 

• Bluetooth V5.0 chipset
• Lightweight: 9.8g
• Dimensions of earbud: L24.2 x W17.1 x H26.1mm
• Less than 10 meters (33feet) in working distance (open space)
• Bluetooth profiles: handsfree, A2DP/AVRCP
• With patented water safe nano coating (IPX5 waterproof)
• Truly simple to charge: Magnetic Charging Solution
• Automatical smart magnetical turn on/off  
• Battery Type: Lithium polymer battery
• Capacity: 45mAh + 45mAh
• up to 3 hours music playback time
• up to 3 hours of talk time
• up to 90 hours standby time
• Voice prompt in English and Chinese
• Certificate: BQB, CE, Rohs, FCC

 

 

 

 

 :::In The Box:::

 

 

• 1 X Pair of Firefly True Wireless Fitness Earbuds
• 1 X Power Pouch (500mAh)
• 2 X Sports In-Ear Hooks
• 3 X Eartips bullet-shape (L,M,S)

• 3 X Eartips bowl-shape (L,M,S)
• 1 X Micro USB Cable for charging the power pouch
• 1 X User manual

 

 

เมื่อดูจากสเปค และ ของแถมที่ให้มากับ Jabees รุ่น Firefly แล้วต้องยอมรับเลยครับว่าคุ้มราคา 2,490 บาท มาก ๆ ตัวหูฟังนั้นมาพร้อมกับ Bluetooth V.5.0 ระยะการเชื่อมต่อดีขึ้นเมื่อสมาร์ทโฟนของเรานั้นเป็น Bluetooth V.5.0 เหมือนกัน นอกจากนี้ตัวหูฟังยังสามารถใช้งานแบบแยกข้างได้ครับ จะใช้งานเพียงข้างใดข้างหนึ่งก็ได้ตามแต่สถานการณ์ครับ 

 

 

 


มาดูกันที่ตัวแพคเกจของ Firefly กันก่อนเลยดีกว่าครับ ตัวกล่องนั้นมาในโทนสีขาว โดยมีรูปของตัว Firefly สี Clear ประดับอยู่ที่หน้ากล่องอย่างชัดเจนครับ จะว่าไปแล้วการออกแบบตัวแพคเกจของ Jabees นั้นก็ดูเรียบง่ายสะอาดตาดี อันนี้ต้องขอชื่นชมเลยครับ


 

 


พอหมนุตัวกล่องกลับมาทางด้านหลังเราก็จะพบกับจุดเด่นคร่าว ๆ ของตัวหูฟังที่ทาง Jabees นั้นแปะมาให้อ่านกันหลากหลายภาษาเลยทีเดียวครับ ซึ่งอันนี้ใครถนัดภาษาอะไรก็สามารถเลือกอ่านกันได้ตามใจชอบเลยครับ 

เมื่อแกะกล่องออกมาแล้วนั้นเราก็จะได้ตัวหูฟัง Firefly ออกมาให้ใช้งานกันครับ โดยตัวเคสของ Firefly นั้นจะเป็นทรงกระบอก ตัวเคสมีผิวสัมผัสที่จับได้อย่างกระชับถนัดมือ เนื่องจากวัสดุนั้นจะเหมือนเนื้อยางซิลิโคนนิ่ม ๆ ที่ไม่สากมือ แถมเวลาวางเอาไว้ยังช่วยป้องกันการลื่นไถลของตัวเคสได้อีกด้วยครับ 

 

 

 

 

กล่องเก็บหูฟังนั้นสามารถเลื่อนออกได้เพื่อนำตัวหูฟัง Firefly ออกมาใช้งานครับ โดยไฟสีแดงนั้นแทนสถานะของการชาร์จไฟนั่นเองครับผม 

 

 

 

 

 

จากรูปนี้เมื่อเรานำตัวหูฟังออกมาจากตัวเคสก็จะเห็นได้ว่ามีการออกแบบช่องเก็บหูฟังออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียวครับ ตัวหูฟังนั้นจะมีขั้วแม่เหล็กสำหรับวางลงไปในตำแหน่งของช่องเก็บหูฟังเพื่อชาร์จไฟ โดยที่เราสามารถวางลงไปในตำแหน่งใดก็ได้ ไม่มีการจำกัดว่าจะต้องวางให้ถูกข้างไม่งั้นไม่ชาร์จไฟให้นะอะไรแบบนี้ครับ นอกจากนี้ตอนที่เราเก็บตัวหูฟังลงไปเพื่อชาร์จไฟนั้น ตัวจุกซิลิโคนจะไม่ไปกระทบกับก้นของตัวเคส ทำให้เราสามารถเปลี่ยนไปใช้จุกยาง Spinfit แล้วยังคงเก็บลงไปในกล่องชาร์จไฟได้อย่างพอดีครับ 

 

 

พลิกมาที่ด้านล่างเราจะเห็นได้ว่ามีน็อตยึดตัวเคสเอาไว้ถึง 4 มุม เพื่อยึดตามจุดทั้ง 4 เอาไว้ได้อย่างแน่นหนา และ ไม่สั่นคลอนครับผม

 

 

 

 


ตัวกล่องชาร์จไฟนั้นจะมาพร้อมกับพอร์ทในการชาร์จแบบ USB Type-C ที่สามารถชาร์จไฟได้อย่างรวดเร็วกว่าตัวที่ชาร์จไฟแบบ USB Micro B ครับ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับปุ่ม Power สำหรับควบคุมการจ่ายไฟจากตัวกล่องไปยังหูฟังครับ ซึ่งปกติแล้วเวลาที่เรานำหูฟังกลับเข้ามาเก็บที่กล่องนั้น ตัวกล่องก็จะทำการจ่ายไฟไปให้ตัวหูฟังในทันที แต่ในกรณีที่เราไม่ต้องการที่จะชาร์จไฟให้ตัวหูฟัง เราก็สามาถกดปิดการจ่ายไฟได้ด้วยการกดที่ปุ่ม Power 2 ครั้งติดกันครับ และ หากต้องการจ่ายไฟเพื่อชาร์จตัวหูฟังอีกครั้งก็เพียงแค่กดลงไปที่ปุ่ม Power เพียง 1 ครั้งเท่านั้นครับ

 

 


ตัวกล่องนั้นเมื่อเราเสียบสายชาร์จไฟแบบ USB Type-C เข้าไปแล้วก็จะมีไฟ LED แสดงสถานะการชาร์จให้เราได้เห็นเป็นสีเขียวครับ โดยไฟจะมีทั้งหมด 4 จุดด้วยกัน ในแต่ละจุดนั้นจะแทนค่า 25% รวม 4 จุดก็จะเท่ากับ 100% พอดิบพอดีครับ ส่วนตัวหูฟังนั้นจะใช้เวลาในการชาร์จเพียง 30 นาทีเท่านั้นครับ ถือว่าเร็วพอตัวเลยครับ ซึ่งเมื่อทำการชาร์จไฟที่หูฟังจนเต็มแล้วนั้นก็จะสามารถเล่นเพลงต่อเนื่องได้อยู่ประมาณ 3 - 4 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับระดับเสียงที่เปิดในระหว่างการใช้งานด้วยครับ) และ สามารถนำกลับไปชาร์จในกล่องได้อีก 4 รอบ ครับ สำหรับตัวกล่องนั้นจะใช้เวลาในการชาร์จไฟอยู่ราว 1.5 - 2 ชั่วโมงครับผม 

ตัวหูฟังนั้นมีรูปทรงที่ถือว่าสวมใส่ได้ง่ายทีเดียวครับ บอดี้นั้นมีความใสเคลียร์มองทะลุเข้าไปถึงด้านในได้อย่างชัดเจน ส่วนที่ตัวหูฟังแต่ละข้างนั้นจะมาพร้อมกับปุ่ม Multi-Funtion ที่สามารถใช้สั่งงานตัวหูฟังได้มากมายหลายฟังก์ชั่นทีเดียวครับ

*สำหรับการใช้งานปุ่ม Multi-Function นั้นผมจะลงรายละเอียดให้ในท้ายรีวิวนะครับว่าสามารถกดสั่งงานอะไรได้บ้าง

 

 

 

 

ตรง Faceplate ของตัวหูฟังนั้นจะประกอบไปด้วยปุ่มที่เป็น Multi-Function ที่จะนูนขึ้นมาจากตัว Faceplate อีกทีครับ และ มีโลโก้ของ Jabees เด่นหราอยู่ทั้งสองข้างเลยครับ
 

 

ตัวหูฟังด้านในนั้นจะมีสกรีนสีขาวบอกตำแหน่งของ R และ L เอาไว้อย่างชัดเจนเพื่อป้องกันการใส่สลับข้างนั่นเองครับ 
 

 

 

 

 

ท่อเสียงของ Firefly นั้นมีขนาดกำลังดีครับ คือไม่เล็ก และ ไม่ใหญ่จนเทอะทะ สามารถนำจุก Spinfit รุ่น CP100, CP100Z, CP145 มาใช้ร่วมกันได้ครับ 
 

 

ส่วนตัวจุกที่ติดมากับหูฟังนั้นจะเป็นไซส์ M ครับ โดยตัวจุกนั้นมาเป็นเนื้อซิลิโคนที่แอบแข็งอยู่สักหน่อยครับผม ซึ่งหากใครที่ใช้ไซส์ M แล้วไม่พอดีก็สามารถเลือกเปลี่ยนจากตัวที่แถมมาในกล่องได้ทันทีครับ
 

 

 

 

 

มาดูวิธีการ Pairing ตัวหูฟังกันบ้างครับ สำหรับในรุ่น Firefly นั้นมีวิธีการใช้งานที่ง่ายมาก ๆ เพียงแค่เราหยิบออกจากกล่องเก็บนั้นตัวหูฟังก็จะทำการเปิดโหมด Pairing ให้เราเองเลยครับ โดยวิธีสังเกตุการเปิดโหมด Pairing ก็คือ ไฟจากตัวหูฟังข้าง L นั้นจะกระพริบสลับสีกันระหว่าง ขาว กับ แดง ครับ ส่วนข้าง R จะกระพริบเป็นสีขาวแบบช้า ๆ 

 

 

 


 

 


เมื่อเราเปิด Pairing Mode เรียบร้อยแล้วก็นำสมาร์ทโฟนของเรามาเข้า Setting และ เลือก Bluetooth On ได้เลยครับ ทางด้านล่างเราก็จะเจอชื่อของเจ้า "Firefly" ให้เราทำการกดคลิกที่ชื่อ Firefly เพื่อเชื่อมต่อได้ในทันทีครับผม 

 

 

 


และพอเราเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน หรือ อุปกรณ์ที่เราต้องการใช้งานด้วยเรียบร้อยแล้วล่ะก็ ตัวหูฟังนั้นก็จะเปล่งแสงสีขาวแบบกระพริบทีละช้า ๆ ออกมาเหมือนกับ Firefly (หิ่งห้อย) เลยล่ะครับ 

การใช้งานตัวหูฟังในการทำกิจกรรมต่าง ๆ นั้นถือว่าสะดวกดีทีเดียวครับ ตัวหูฟังไม่มีสายมาคอยทำให้เกะกะ บอดี้ขนาดกำลังดีสามารถใส่ออกกำลังกายก็ได้เพราะตัวหูฟังนั้นมาพร้อมกับมาตรฐานการกันเหงื่อระดับ "IPX5" นั่นเองครับ ทำให้ตัวหูฟังนั้นโดนเหงื่อ และ ละอองน้ำได้ในระดับนึงเลยครับ

 

 

 

 


ทางด้านการฟังเพลงนั้นสามารถตอบโจทย์การฟังได้ดีจริง ๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นแนวเพลงประเภทไหนก็สามารถฟังได้แบบไม่ติดขัด ทั้งช้าทั้งเร็ว จะลูกทุ่ง หรือ สตริงก็รับไหวครับสำหรับเจ้า Firefly 

 

 

 


Firefly นั้นไม่ได้มีดีแค่ฟังเพลงเท่านั้นครับ การเล่นเกมนั้นก็จัดว่าทำได้ดีไม่แพ้กันเลยทีเดียวครับ จากการที่ได้นำมาทดสอบในการเล่น ROV นั้นก็สอบผ่านแบบไม่มีข้อกังขาเลยครับ แต่อาจจะมีบางเกมที่ได้ลองอย่าง Contra ที่เสียงจะมีดีเลย์บ้าง ตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะมาจากการเขียนโค้ดของตัวเกมที่อาจจะไม่สัมพันธ์กันกับหูฟังทุกรุ่นครับ ซึ่งหากใครที่ต้องการนำไปเล่นเกมด้วยแล้วล่ะก็ผมแนะนำให้มาทดลองที่ร้านดูก่อนได้เลยครับผม 

 

 

 


ถัดมาในการดูหนังดูซีรีย์ผ่านแอพสตรีมมิ่งยอดนิยมอย่าง NETFLIX นั้นก็สามารถใช้งานได้ดีเลยครับ ทั้งในส่วนของคุณภาพเสียงที่ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด หรือ เสียงระเบิดตูมตามนั้นเรียกได้ว่าครบเครื่อง เอาอยู่มาก ๆ ครับ และ ที่สำคัญนั้นเสียงไม่ดีเลย์อีกด้วยครับ (ทดสอบจาก iPhone 7 Plus, Macbook Air และ Microsoft Surface ครับ) แต่เพื่อความแน่นอนนั้นผมแนะนำให้ลูกค้าเข้ามาทดสอบด้วยอุปกรณ์ของตนเองอีกครั้งนึงครับผม เพราะเรื่องของเสียงดีเลย์นั้นสามารถเกิดได้หลายปัจจัยมาก ๆ ครับ 

YOUTUBE นั้นเป็นอีกหนึ่งแอพลิเคชั่นที่ทุกท่านควรจะทดสอบด้วยตนเองเลยครับ เนื่องจากตอนที่ผมทดสอบกับ iPhone 7 Plus ของตัวเองนั้นปรากฎว่าเสียงดีเลย์นิดนึงครับ คือมันไม่ตรงเป๊ะเหมือนกับ NETFLIX แต่ไม่ได้น่าเกลียด จัดว่ารับได้ แต่เมื่อทดสอบกับ iPad Mini 4 ปรากฎว่าสามารถใช้งานได้แบบไม่ดีเลย์เลยครับ 

 

 

 

 

มาถึงจุดเด่นอีกอย่างนึงของเจ้า Firefly กันครับ นั่นก็คือ เวลาคุยโทรศัพท์เสียงออกทั้ง 2 ข้างเลย ซึ่งจุดนี้ผมมองว่าดีทีเดียวครับ ส่วนเรื่องคุณภาพของเสียงเวลาคุยโทรศัพท์นั้น จากการที่ได้ทดสอบมาเสียงรอบข้างจะเล็ดลอดเข้าไปในไมค์ค่อนข้างเยอะครับ อาจจะทำให้คู่สนทนาได้ยินเสียงของเราเบา แต่ก็แก้ได้ด้วยการพูดให้ดังขึ้นกว่าปกติ หรือ อีกวิธีที่ง่ายกว่านั้นก็คือ ให้เราถอดหูฟังออกมาข้างนึง แล้วนำมาจ่อใกล้ ๆ ปากแล้วพูดได้ตามปกติเลยครับ เสียงพูดของเรานั้นจะชัดเจนขึ้นทำให้คู่สนทนานั้นได้ยินเสียงเราชัดเจนกว่าตอนที่ไม่ได้ถอดหูฟังออกมาจ่อปากแบบเห็นได้ชัดเจนเลยครับผม 

 

 

 

 

 

ลำดับต่อมานั้นผมจะมาแนะนำการใช้งานปุ่ม Mีulti-Function
ของแต่ละข้างนะครับว่าเราสามารถกดสั่งงานอะไรเจ้าปุ่มนี้ได้บ้าง 

 

 

- Play / Pause : กดปุ่มข้างใดก็ได้ 1 ครั้ง

- Volume Up / Down : กดปุ่มข้าง R ค้างไว้เพื่อเพิ่มเสียง และ กดปุ่มข้าง L ค้างไว้เพื่อลดเสียง

- Next Song : กดปุ่มข้าง L 2 ครั้งติดกันเพื่อข้ามเพลง (ไม่มีปุ่มย้อนเพลงมาให้จ้า)

- Siri / Google Assistant : เมื่อไม่ได้เล่นเพลง หรือ อยู่ระหว่างใช้สายสนทนา ให้กดปุ่มข้าง L 2 ครั้งติดกันเพื่อเรียกใช้งานคำสั่งเสียงครับ

- Ambient Sound : กดปุ่มข้าง R 2 ครั้งติดกันเพื่อเปิด Ambient Sound เพื่อรับเสียงจากภายนอกในกรณีที่ต้องการฟังเสียงภายนอกโดยไม่ต้องถอดหูฟังออกครับ ซึ่งโหมดนี้เท่าที่ทดสอบดูนั้นถือว่าใช้งานได้ค่อนข้างดีครับ ได้ยินภายนอกชัดเจนยิ่งขึ้นไม่แตกซ่าแต่อย่างใดครับ

- Accept / Reject Phone Call : กดที่ปุ่มข้าง L 1 ครั้งเพื่อรับสาย หรือ กดที่ปุ่มข้าง L ค้างไว้เพื่อปฏิเสธสาย

- Voice Prompt Language : โหมดเลือกภาษาในการตอบสนองการใช้นั้นจะต้องทำก่อนการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเท่านั้นครับ เริ่มต้นให้เราปิด Bluetooth ที่มือถือก่อน จากนั้นหยิบตัวหูฟังออกจากกล่องเก็บ เมื่อไฟสีขาวกับแดงกระพริบพร้อมกันแล้วให้กดที่ปุ่มข้าง L 2 ครั้งติดกันเพื่อเปลี่ยนภาษา หรือ ในกรณีที่ใช้ข้าง R ข้างเดียวนั้นก็ให้กดที่ข้าง R แทนได้ครับ แต่ภาษานั้นจะมีให้เลือกเปลี่ยนระหว่าง อังกฤษ และ จีน เท่านั้นครับ

 


 

- Factory Reset : วิธีการกดก็คือให้เรานำตัวหูฟังใส่เอาไว้ในกล่องเพื่อชาร์จไฟ ต้องแน่ใจว่าตัวหูฟังนั้นชาร์จไฟอยู่ด้วยนะครับ จากนั้นให้กดปุ่มลงไป 2 ครั้งติดกัน ทำวิธีเดียวกันทั้ง 2 ข้าง ครับ คลิปวิดีโอประกอบความเข้าใจคลิก 
 



 

- Power Saving : ขณะที่เรากำลังใช้งานตัวหูฟังอยู่นั้น หากเราต้องการหยุดใช้งานชั่วคราว แต่ไม่อยากให้มันเปลืองแบตฯ และ ไม่อยากเก็บลงกล่องล่ะก็สามารถกดเข้าสู่ Power Save โหมดได้โดยการกดที่ปุ่มข้างใดก็ได้ค้างไว้ 5 วินาที ตัวหูฟังก็จะเข้าสู่โหมด Power Save ครับ และ หลังจากนี้หากเราต้องการใช้งานใหม่อีกครั้งให้เราทำการ Wake มันด้วยการกดที่ปุ่มข้างใดก็ได้ 1 ครั้ง เพียงเท่านี้ตัวหูฟังก็จะกลับเข้าสู่โหมดการทำงานปกติ และ จะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน หรือ อุปกรณ์ที่เราเชื่อมต่อเอาไว้ให้ทันทีครับ คลิปวิดีโอประกอบความเข้าใจคลิก

 


 


 

เอาล่ะครับทุกท่าน เมื่อเราดูในส่วนต่าง ๆ ของตัวหูฟัง และ การใช้งานเบื้องต้นไปแล้วนั้น ก็มาต่อกันที่โทนเสียงของเจ้า Firefly กันต่อเลยครับ 


 




 

โทนเสียงย่านต่ำนั้นไม่ธรรมดาทีเดียวครับสำหรับหูฟังไร้สายราคาสองพันกว่าบาท ด้วยความที่มีเบสที่มาเป็นลูก ๆ มีอิมเมจที่จับต้องได้ ให้มวลเสียงขนาดใหญ่มาพร้อมกับอิมแพคที่ชัดเจนลอยมาปะทะให้ได้ยินกันแบบใกล้ ๆ เลยครับ ที่สำคัญเวลาฟังเพลงที่เป็น Electronic Bass นั้นเจ้า Firefly สามารถให้เบสที่ดำดิ่งลงไปได้ลึกทีเดียวครับ นับว่าเป็นหูฟังไรสายที่มีย่านต่ำที่ตอบสนองได้เกินตัวไปพอสมควรเลยครับ
ย่านเสียงกลางนั้นให้น้ำเสียงที่ฟังติดหูได้ง่ายครับ ด้วยเนื้อเสียงที่อวบอิ่มปราศจากความแหบแห้ง ทำให้ฟังเพลงตามสมัยนิยมที่มีจังหวะที่คึกคักได้เป็นอย่างดีครับ ส่วนการแยกแยะเสียงเครื่องดนตรีต่าง ๆ นั้นจัดว่าทำได้ดีจริง ๆ ครับ สำหรับหูฟังไร้สายในพิกัดราคานี้ ซึ่งถ้าใครได้ฟังก็จะรู้ว่าไม่ได้ขี้เหร่จนฟังแล้วรู้สึกรับไม่ได้แต่อย่างใดครับ ในส่วนของเสียงร้องนั้นมีตำแหน่งของเสียงที่ขยับเยื้องมาทางด้านหลังสักประมาณครึ่งก้าวครับ ตัวเสียงร้องนั้นแม้จะถอยหลังมาสักเล็กน้อยแต่ก็ยังคงเปล่งเสียงออกมาให้จับใจความได้ชัดเจนดีอยู่ครับ แถมยังช่วยให้เราฟังเพลงต่อเนื่องได้ดียิ่งขึ้นปราศจากอาการอ่อนล้าจากเสียงที่พุ่งปรู๊ดออกมามากจนเกินไปครับ 

 

 


ย่านเสียงสูงของ Firefly นั้นถูกปรับแต่งมาในโทนที่ฟังง่ายมาก ๆ ครับ ถามว่าฟังง่ายในที่นี้คืออะไร คำว่าฟังง่ายสำหรับ Firefly นั้นก็คือเสียงกลางแหลมที่มีมาให้ได้ยินแบบไม่มากจนเกินไป และ ไม่น้อยไปจนรู้สึกโหยหา เหมาะสมกับการฟังเพลงในแนวทางที่ Jabees ได้กำหนดเอาไว้ว่าเจ้า Firefly นั้นจะต้องฟังง่าย ฟังสบาย เพราะถ้าหากจูนให้เสียงสูงนั้นคมชัดมากขึ้นกว่า ก็จะทำให้ล้าหูเร็วจนเกินไปครับ ส่วนใครที่คิดว่าตัวเองนั้นชอบความคมชัดมากกว่านี้ก็คงจะต้องมองไปในรุ่นที่สูงขึ้นกว่านี้สักน่อยครับ 

 

 

โดยรวมแล้ว Jabees Firefly นั้นให้โทนเสียงที่ฟังเพลงได้อย่างสนุก ตัวเบสนั้นดีเกินตัวไปมากทีเดียวเหมาะกับทุกท่านที่เป็น Bass Lover จริง ๆ ครับ ฟังเพลงช้าก็ได้เพลงเร็วยิ่งดีแบบไม่จำกัดว่าเป็นเพลงจากประเทศซีกโลกใดครับ หากถามว่าหูฟังไร้สายราคาสองพันกว่าบาทนั้นคุ้มค่ากับเงินที่ท่านจะจ่ายหรือไม่ ผมตอบทุกท่านได้แทบจะในทันทีครับว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มครับ ไม่มีส่วนไหนเลยครับที่จะทำจะให้รู้สึกเสียดาย เมื่อเทียบกับประสบการณ์ในการใช้งานหูฟังไร้สายที่ Firefly มอบให้แก่เรา ทั้งฟังก์ชั่นการใช้งาน รูปลักษณ์ของตัวผลิตภัณฑ์ เสียงที่ปรับจูนมา สเปคของตัวหูฟังที่ใส่มาให้ ประกันตัวสินค้า 1 ปี หรือ แม้แต่ตัวแพ็คเกจห่อหุ้มเองก็ตาม เมื่อมองถึงปัจจัยเหล่านี้แล้วส่วนตัวผมคิดว่าเกินคำว่าคุ้มไปไกลแล้วล่ะครับ

 


 

 

:::ของฝากนักฟัง:::
 

ก่อนจะจบบทความการรีวิวนี้ไปนั้นผมมีข้อแนะนำที่อยากจะให้ทุกท่านได้ทราบกันก่อนที่จะซื้อหูฟังประเภท True Wireless ครับ 

บางท่านอาจจะมีประสบการณ์โดยตรงจากการซื้อหูฟัง หรือ ได้ทดลองหูฟังประเภท True Wireless มาบ้าง ไม่ว่าจะราคาถูก หรือ แพงก็ล้วนพบเจออาการที่มีเสียงติด ๆ ดับ ๆ ระหว่างฟังเพลงแทบทั้งสิ้น แม้ตัวสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อกับหูฟังนั้นจะไม่ได้อยู่ห่างกันมาก หรือ ไม่ได้เก็บเอาไว้ในกระเป๋าหลัง แต่ทำไมเสียงถึงยังติด ๆ ดับ ๆ อยู่ ซึ่งแตกต่างจากหูฟัง Bluetooth ที่มีสายเชื่อมกันแบบที่เราคุ้นเคยกันปกติ ที่สามารถใช้งานได้แบบแทบจะไม่เกิดปัญหาเรื่องสัญญาณเลย (จริง ๆ แล้วหูฟังแบบมีสายเชื่อมก็สามารถเกิดสัญญาณติด ๆ ดับ ๆ ได้ แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นมีน้อยกว่าหูฟังประเภท True Wireless มาก ๆ ครับ)

โดยปกติแล้วหูฟัง Bluetooth นั้นจะมีข้างหลักอยู่หนึ่งข้างซึ่งแล้วแต่ว่าแบรนด์ไหนจะกำหนดว่าจะเลือก R หรือ L เป็นข้างหลัก ซึ่งในกรณีสมมุตินี้ผมจะให้ R เป็นข้างหลักก็แล้วกันนะครับ ทีนี้พอเราทำการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับตัวหูฟังผ่านทาง Bluetooth แล้ว ข้างหลักซึ่งก็คือ R จะทำหน้าที่รับสัญญาณเสียง Stereo ที่ถูกส่งออกมาจากสมาร์ทโฟน และ R ก็จะส่งสัญญาณไปหา L โดยผ่านตัวสายที่เชื่อมกันระหว่างสองข้าง ทำให้เกิดการรบกวนสัญญาณจากภายนอกนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะเป็นการส่งสัญญาณหากันระหว่าง R กับ L ด้วยสายไฟในตัวเองครับ 

แต่กับในกรณีของทาง True Wireless นั้นพอไม่มีสายเชื่อมกันระหว่าง R กับ L นั้นก็จะเป็นการส่งหากันผ่านการยิงสัญญาณให้มาบรรจบกันตรงกลาง ซึ่งก็แล้วแต่การออกแบบเสาสัญญาณของแต่ละแบรนด์ว่าจะให้สัญญาณมาบรรจบกันในตำแหน่งใด แต่กรณีสมมุตตินี้ผมจะยกตัวอย่างให้ทุกท่านเห็นภาพง่าย ๆ ครับ ทีนี้ให้ทุกท่านลองนึกภาพว่าสัญญาณที่ถูกส่งหากันระหว่าง 3 สิ่งได้แก่ สมาร์ทโฟน ข้าง R และ L นั้นเป็นรูปตัว Y พอจะนึกภาพออกแล้วใช่ไหมครับ ทีนี้มันจะเกิดจุดตัดตรงกลาง ซึ่งจุดนี้เองที่จะถูกสัญญาณต่าง ๆ อาทิเช่นในพื้นที่ที่มี Wifi หรือ Bluetooh ที่เปิดอยู่เป็นจำนวนมาก หรือ สัญญาณอื่น ๆ ที่อาจเป็นตัวก่อกวนตรงนี้ ทำให้สัญญาณที่ถูกส่งหากันนั้นถูกแทรกแซงเป็นเหตุให้สัญญาณ หรือ เสียงเพลงที่เราฟังอยู่ในขณะนั้นมีอาการติด ๆ ดับ ๆ เกิดขึ้นนั่นเองครับ พออ่านมาถึงตรงนี้บางท่านน่าจะเริ่มร้อง อ๋ออออ ยาว ๆ ออกมากันบ้างแล้ว ทุกท่านพอจะเห็นภาพแล้วใช่ไหมครับว่าอาการเสียงติด ๆ ดับ ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร 

ณ ปัจจุบันนี้หูฟังประเภท True Wireless นั้นถือว่ายังเป็น "1st Generation" อยู่ ตัวเสาสัญญาณนั้นอาจจะยังพัฒนาไปได้ไม่ไกลนัก แต่ผมเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้เราคงได้เห็นหูฟัง True Wireless นั้นมีความเสถียรที่มากขึ้น มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ล้ำหน้า และ แข่งขันกันดุเดือดมากกว่าในปัจจุบันนี้อย่างแน่นอนครับ ซึ่งประโยชน์ก็จะตกอยู่กับผู้ใช้งานอย่างพวกเรานี่แหละครับ สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างยิ่งที่สละเวลาเข้ามาอ่านบทความนี้ และ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านที่เข้ามาอ่านจะได้รับข้อมูลในสิ่งที่ท่านหวังจะได้รับจากบทความชิ้นนี้ครับผม สำหรับวันนี้ "เปา พารากอน" ต้องขอตัวลาทุกท่านไปก่อน แล้วพบกันใหม่ในบทความชิ้นต่อไป สวัสดีครับ

 


 

 

 

 

 

 

 

บทความโดย :  Pao / Siam Paragon  เขียนเมื่อ : 12 มี.ค. 2562



 



สินค้าที่เกี่ยวข้อง